วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) คืออะไร?



CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หรือ AIDED INSTRUCTIONคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุดโดยมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่ จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อ ที่สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา

คุณลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
คุณลักษณะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4 ประการ ได้แก่
1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรียบเรียง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หรือได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้สร้างได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ การนำเสนออาจเป็นไปในลักษณะทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้ ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ เช่นการอ่าน จำ ทำความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนำเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกมและการจำลอง
2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล คือลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทางการเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีลักษณะที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มากที่สุด
3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการเรียน การสอนรูปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนได้มากที่สุด
4.การให้ผลป้อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผลป้อนกลับหรือการให้คำตอบนี้ถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในเนื้อหาหรือทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
1. ช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนอ่อน สามารถใช้เวลานอกเวลาเรียนในการฝึกฝนทักษะ และเพิ่มเติมความรู้ เพื่อปรับปรุงการเรียนของตน
2. ผู้เรียนสามารถนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ในการเรียนด้วยตนเองในเวลา และสถานที่ที่สะดวก
3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถที่จะจูงใจผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้น สนุกสนานไปกับการเรียน

ข้อพึงระวังของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

* ผู้สอนจะต้องมีความพร้อม ความชำนาญในการสอนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
* ผู้สอนควรมีการวางแผน และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียนให้รอบคอบ ก่อนนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้อย่างเหมาะสม
* การผลิตคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก หากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น ๆ
* ผู้ที่สนใจสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรที่คำนึงเวลาในการผลิตว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานนั้นต้องใช้เวลาเท่าไร 

อ้างอิง : http://www.baanmaha.com/community/thread16649.html

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Google Apps กับเทคโนโลยีเพื่อการเรียนศตวรรษที่ 21



กูเกิล หนุนยกระดับการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยี "Google Apps for Education" รับมืออุปสรรคจากภัยพิบัติและเหตุไม่คาดฝัน พร้อมเสริมความรู้หลากหลายด้าน ผ่านช่องทางไฮเทค…

จากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้บทบาทของเทคโนโลยีทวีความสำคัญมากขึ้น ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยี แต่ภาคการศึกษาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง ก็ถือเป็นโรงเรียนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเมื่อครั้งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ส่งผลให้ทั้งนักเรียนและครูไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ตามปกติ... แต่พวกเขาใช้ระบบการเรียนการสอนแบบเสมือนจริง จากบัญชีกูเกิลของแต่ละคน ผ่านแฮงเอาต์และไดรฟ์เพื่อแบ่งปันเอกสารตำราเรียนกัน ซึ่งในปี 2555 โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง ได้นำ Google Apps เพื่อการศึกษามาใช้กับทุกคนทั้งโรงเรียน

โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง กรุงเทพฯ ถือเป็นโรงเรียนตัวอย่างที่ใช้ Google Apps เพื่อนการศึกษาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุด มีสถาบันการศึกษากว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ที่ใช้ Google Apps เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงความรู้และช่องทางการสื่อสารที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งนอกจากการใช้แอพพลิเคชั่นและอุปกรณ์ของครูและนักเรียนที่ยังไม่พอเพียงในปัจจุบัน ก็ยังจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกต้อง รวมถึงการสนับสนุนและฝึกอบรมรองรับในการใช้งานอีกด้วย โดย กูเกิล ประเทศไทย ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้พวกเขามีโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบดิจิตอล รวมถึงการจัดให้มีกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางเทคนิคและการให้คำปรึกษา การฝึกอบรมครูอาจารย์เพื่อนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดทำแนวทางร่วมกันกับกระทรวงฯ เพื่อสนับสนุนสถาบันการศึกษาในประเทศไทยให้มีความพร้อมกับระบบคลาวด์

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปสู่เครื่องมือการเรียนรู้แบบคลาวด์ จะช่วยสถาบันการศึกษาสามารถประหยัดงบประมาณและรักษาสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ที่สามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละ 3,200,000 บาท จากค่าดูแลเซิร์ฟเวอร์และการพิมพ์เอกสารต่างๆ หลังจากย้ายการทำงานจากระบบเซิร์ฟเวอร์มาเป็น Gmail และ Google ไดรฟ์ ในขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้นำ Google Form มาใช้ซึ่งช่วยให้ได้รับการตอบรับจากนักศึกษาได้ในทันทีแทนที่จะต้องแจกกระดาษแบบสอบถามหลายร้อยแผ่นเพื่อให้นักศึกษากรอกข้อมูลส่งกลับมา

นายสมเกียรติ บุญรอด ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปเทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทในการยกระดับการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ และฝึกทักษะเด็กๆ ให้มีความพร้อมในการแข่งขัน กระทรวงศึกษาธิการรู้สึกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กูเกิลได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ครู อาจารย์ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดการข้อมูลการเรียนการสอนได้ดีขึ้น รวมถึงสร้างความพร้อมให้กับนักเรียนไทย ให้มีทักษะพร้อมสำหรับการเข้าสู่ AEC และศตวรรษที่ 21

นายอาทิตย์ อังกานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นสถาบันการศึกษามีอายุยาวนานมากกว่า 100 ปี ซึ่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องพัฒนาทักษะของนักศึกษาหลายด้าน ซึ่งถ้ามองเทรนด์เทคโนโลยีสำหรับ Higher education ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นเรื่องของโมบิลิตี้และคลาวด์ คอมพิวติ้ง โดยการเข้าร่วมโครงการ Google Apps for Education ในปีที่ผ่านมา ถือว่าสอดคล้องกับเทรนด์การศึกษาที่เน้นเรื่องโมบิลิตี้และคลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนให้อาจารย์และนักศึกษา ให้มีความง่ายและคล่องตัวมากขึ้น ทั้ง Google Drive , Gmail , Google Calendar , Google+ รวมถึงการสร้าง Large classroom interaction ผ่าน Google Form ซึ่งเหมาะสมกับชั้นเรียนขนาดใหญ่ 200-300 คน ซึ่งหากมีการใช้เครื่องมือ เช่น QR code และสมาร์ทโฟนก็จะทำให้นักศึกษาที่อยู่หลังห้องสามารถร่วมกิจกรรมได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน ในส่วนของงานบริหารก็มีการนำเครื่องมือของกูเกิล ไปใช้ในการประชุมระดับกรรมการมหาวิทยาลัย โดยจะทำไฟล์เอกสารแบบ Paperlessผ่าน Google Drive และหันมาใช้การประชุมผ่านทาง Google Hangouts เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการเดินทาง

นายสุรพงษ์ งามสม ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง กรุงเทพฯ กล่าวว่า ทางโรงเรียนฯ ได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในวิชาต่างๆ ยกเว้นวิชาภาษาไทย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งโรงเรียนเริ่มใช้ Google Apps for Education กับการเรียนการสอนอย่างจริงจังในปี 2555 โดยให้นักเรียน อาจารย์ และบุคลากรใช้อีเมล์ของกูเกิลภายใต้โดเมนของโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้ครูทุกคนมีเว็บไซต์การเรียนการสอนเป็นของตนเอง โดยสร้างจาก Google Site ซึ่งได้ประโยชน์ 2 ส่วน ได้แก่ ให้ครูเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ให้กับการศึกษาไทย และนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียน และมีการใส่สื่อภายนอก เช่น YouTube เป็นการเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้

นายมนต์ชัย ปาณธูป ผู้อำนวยการโรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ปัจจุบันทางโรงเรียนฯ มีนักเรียน 2,965 คน มีครูบุคลากรทางการศึกษาและลูกจ้าง 140 คน ทั้งนี้ โรงเรียนสังกัด สพม.39 มีการจัดระบบการใช้ Google Apps for Education ในสถานศึกษา ได้แก่ โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี, โรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้า อุตรดิตถ์, โรงเรียนจ่านกร้อง, โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม และโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี เพื่อประสานงานระหว่างครูกับนักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษากับการทำงานระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ทำให้ได้ผลสำเร็จ คือ นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ มีการทำงานที่คล่องตัวยิ่งขึ้นจากการทำงานร่วมกัน และยังได้รับฟังความคิดเห็นทั้งจากครูที่ปรึกษารวมถึงเพื่อน ซึ่งทักษะที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เพียงงานด้านวิชาการ แต่เป็นทางด้าน EQ ทั้งยังเป็นการรับฟังความคิดเห็นระหว่างกันและเป็นการพัฒนาความฉลาดทางด้านอารมณ์” (Emotional Intelligence) ซึ่งเด็กอาจจะไม่ได้มีโอกาสในเรียนรู้ หากเป็นลักษณะการเรียนหรือการทำงานแบบเก่าที่เน้นการทำงานคนเดียว

นางสาวเสาวนีย์ จำเริญวงศ์ อาจารย์โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้โรงเรียนมีการเรียนการสอนที่นักเรียนต้องรอเรียนเฉพาะวันที่มีคาบเรียน แต่ปัจจุบันสามารถศึกษาก่อนและหลังเข้าเรียนได้ ซึ่งเนื้อหาที่นำมาสอนส่วนใหญ่จะมาจากเว็บไซต์การเรียนที่ครูแต่ละท่านสร้างไว้ โดยจะมีทั้งจากสื่อที่ครูสร้างเอง และสื่อจากภายนอก เช่น YouTube โดยหลังจากเริ่มใช้ Google Apps for Education ในปี 2556 จากการสร้างบทเรียนบน Google Site และทำงานผ่านทาง Google Drive พบว่าทำให้เด็กมีส่วนร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนและอาจารย์ ทำงานเสร็จเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรับรู้ได้เร็วยิ่งขึ้นเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่เป็นสิ่งที่เด็กสนใจอยู่แล้ว ในส่วนของครูก็สามารถตรวจงานได้เร็วขึ้น สามารถให้คอมเมนต์เด็กนักเรียนได้ทันที ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ครูก็สามารถประหยัดเวลา จัดระเบียบการเรียนการสอน และปรับปรุงการสื่อสารกับนักเรียนได้ดีขึ้นกว่าเดิม

อ้างอิง : http://www.thairath.co.th/content/448204

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในทัศนะของข้าพเจ้า


                     ในศตวรรษที่ 21 นี้ จะเป็นยุคของ IT ยุคของสารสนเทศ จำนวนความรู้ที่อยู่รอบตัวเรามีมากมายมหาศาล  มีความรู้ใหม่เกิดทุกวัน เป็นไปไม่ได้ที่เด็กสมัยนี้จะท่องจำทั้งหมด เด็กยุคนี้แตกต่างจากยุคก่อนอย่างมาก เด็กยุคนี้มีความรู้ที่เข้ามาหาเยอะ เรื่องที่เรียนในห้องเรียนจึงยากมากที่เด็กจะสนใจ  เพราะมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่าอีกมากมาย  ถ้าให้เด็กเป็นผู้เลือกเอง เด็กก็ยังไม่โตพอและคิดกว้างขวางยังไม่ได้  การศึกษาจึงมีบทบาทอย่างมากที่จะช่วยจัดสรรทางความคิดให้เด็กมีความพร้อม ในศตวรรษที่ 21 นี้ไม่ได้ต้องการเด็กที่ท่องเก่ง เรียนเก่งแต่เพียงอย่างเดียว เราต้องการเด็กและบัณฑิตที่ใฝ่รู้ อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเรื่อยๆ มีทักษะในการเรียนรู้และทักษะในการใช้ชีวิตที่ดีด้วย
                ดังนั้นการเรียนในศตววรษที่  21 คณุจะต้องปรับแนวทางการเรียนการสอน (PEDAGOGY) โดยครูจะต้องทำให้เด็กอยากเรียนรู้ รักที่จะเรียนรู้ตลอดชวีต และมีเป็าหมายใรการสอนที่ทำให้เด็กมีทักษะชวิต  ทักษะการคิดการแก้ปัญหา  และทักษะทางด้านไอที  ซึ่งไอทีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือการใช้ไอแพด ไอพอท โทรศัพท์มือถือเป็นเท่านั้น แต่หมายถึงการที่เด็กรู้ว่า เมื่อเขาอยากรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเขาจะไปหาขอมู้ล (DATA) เหล่านั้นได้ที่ไหน เมื่อมีข้อมูลแล้วนั้นเด็กจะต้องวิเคราะห์ได้ว่าข้อมูลที่ได้มานั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด และสามารถที่จะแปลงข้อมูลเหล่านั้นเป็นความรู้ (KNOWLEDGE) ได้ ซึ้งสิ่งเรานี้จะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องหมั่นฝึกฝน ครูจะต้องให้เด็กมีโอกาสในการทดสอบตัวเอง ชี้แนวทางที่ถูกต้องให้แก่เด็ก